• ต้อกระจก (Cataract)
  • เลสิก
  • LASIK
  • LASIK (JAPANESE)
  • เลเซอร์รักษาเบาหวานขึ้นตา

  • การมองเห็นเป็นของขวัญอันล้ำค่า
            การมีสายตาที่คมชัดทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า เพราะการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของมนุษย์จะแย่ลงเมื่อมีอายุมากขึ้นโดยอาจจะเห็น สีผิดเพี้ยนไปหรือเห็นภาพมัว ซึ่งอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากโรคต้อกระจก
    โรคต้อกระจก(สายตามัว)

            ต้อกระจกคือโรคตาที่เกิดจากการขุ่นมัวของแก้วตา (Lens) อาจมีสีขาวขุ่นสีเหลือง หรือสีน้ำตาล ทำให้แสงผ่านเข้าไปยัง จอประสาทตาได้น้อยลงและภาพที่มองเห็นจึงไม่ชัดเจน เกิดอาการที่เรียกว่า "ตามัว" หรืออาการมองไม่เห็นขึ้นอยู่กับความขุ่นของต้อกระจก เป็นน้อยก็ยังพอเห็นได้เป็นมาก ๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เลย

    สาเหตุ
     

     

     เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคผิดปกติทางกรรมพันธ์บางชนิด เบาหวาน  หัดเยอรมันในแม่ที่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก การอักเสบเรื้อรังของตา ม่านตาอักเสบ ยาบางชนิด เช่น  สเตียรอยด์    อุบัติเหตุ และเกิดจากการเสื่อมของแก้วตาเนื่องจากสูงอายุซึ่งพบมากที่สุดกว่าสาเหตุอื่น ๆ

    อาย การเกิดต้อกระจกนั้นเป็นได้ทุกวัย แต่มักจะพบมากในผู้สูงอายุ เฉลี่ยในคนไทยประมาณ 55 ปีขึ้นไปมีโอกาสเป็นต้อกระจกประมาณ 50 % แต่อาจจะยังไม่มีอาการตามัวจนกระทั่งอายุ 65 ปีขึ้นไป  เมื่ออายุ 75 ปีขึ้นไปทุกคนเป็นต้อกระจก  50 % ของผู้มีอายุ 75 – 85 ปีจะมองไม่ค่อยเห็นเนื่องจากโรคนี้

                    ผู้สูงอายุหลายท่านอาจยอมรับสภาพของการเปลี่ยนแปลงนี้  ปัจจุบันวิวัฒนาการในการรักษาต้อกระจกได้พัฒนาขึ้นอย่างดียิ่ง  มีเครื่องมือเครื่องใช้ยารักษาที่ทำให้รักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดอย่างมีประสิทธิภาพ  และสามารถมองเห็นได้ทันทีหลังจากผ่าตัดต้อกระจก

                จากการศึกษาพบว่าอาหารบางชนิดสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ มีรายงานจากวารสารทางจักษุวิทยาของอเมริก าถึงสารพวกแอนตีอ๊อกซิแดนท์ (Antioxidants) เช่น วิตามินเอ, วิตามินซีและวิตามินอี สามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ อาหารชนิดอื่น เช่น โพลีอันแซทเจอเรตเตด แฟท (Polyunsaturated Fast) Vit B1 B2 อาหารพวกโปรตีนสูงก็ช่วยลดการเกิดต้อกระจกได้

    ชนิดของต้อกระจก

    ต้อกระจกมี 3 ชนิดแบ่งตามตำแหน่งการเกิดต้อกระจกในแก้วตา

    1. Nuclear cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางแก้วตา เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดเกิดจากอายุมากขึ้น

    2. Cortical cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงด้านข้างของแก้วตา พบในคนเป็นเบาหวาน

    3. Subcapsular cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางติดกับเยื่อหุ้มแก้วตา พบในคนเป็นเบาหวาน สายตาสั้นมากใช้ยาพวกสเตียรอยด์นาน ๆ ในโรคประสาทตาเสื่อม (Retinitis Pigmentosa)

    การรักษาต้อกระจก

                ต้อกระจกถ้ายังเป็นไม่มากก็ยังไม่จำเป็นต้องรักษา  อาจเพียงแต่เปลี่ยนแว่นตาก็มองชัดขึ้น  ไม่มียาอะไรที่จะทำให้ต้อกระจกหายได้  เมื่อไม่สามารถมองเห็นได้ดีเหมือนก่อนก็ต้องพิจารณารับการผ่าตัดต้อกระจก
            ต้อกระจกจะรักษาโดยใช้วิธีการผ่าตัดลอกเลนส์ที่ขุ่นขาวออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ตามปกติ การผ่าตัดต้อกระจกสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ
    1. การผ่าตัดแบบเดิม (ECCE : Extra Capsular Cataract Extraction) จะผ่าตัดต่อเมื่อผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดกับสายตาที่มัวลง จนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันการผ่าตัดแบบนี้จะเปิดแผลกว้างประมาณ4-6 สัปดาห์จึงจะมองเห็นได้ชัด
    2. การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) ซึ่งการสลายต้อกระจกด้วยวิธีนี้เป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่ซึ่งมีข้อดีกว่าวิธีเดิม คือ
      - แผลผ่าตัดมีจขนาดเล็กเพียง 2-3มม. สามารถสมานได้เองโดยไม่ต้องเย็บแผล
      - ไม่ต้องฉีดยาชาได้เพียงหยอดยาเท่านั้น
      - มองเห็นได้ทันทีหลังการผ่าตัด
      - ใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดน้อยกว่า และกลับไปทำงานได้เร็วกว่าวิธีเดิม
       

    วิธีการสลายต้อกระจก

                ผ่าตัดโดยใช้กล้องจุลทัศน์พิเศษเจาะรูขนาด 3 มิลลิเมตร ตรงขอบกระจกตาและเปิดเยื่อบุแก้วตาเป็นวงกลมด้านหน้า แล้วก็สลายต้อกระจกออกมาด้วยคลื่นเสียง  และใส่เลนส์เทียมชนิดพับได้เข้าไปไว้ในเยื่อหุ้มแก้วตา  แผลจะปิดเองโดยไม่ต้องเย็บ  นอกจากบางรายที่เปิดแผลกว้างก็อาจต้องเย็บด้วยไหมขนาดเล็กพิเศษ

    ก่อนการผ่าตัดต้อกระจก

                จักษุแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียดว่ามีโรคตาอย่างอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่  วัดค่าเลนส์เทียมที่จะใส่  ให้ตรวจร่างกายว่ามีโรคอื่น ๆ และยาที่ใช้อยู่มีอะไร   ควรจะใช้ต่อหรือหยุดยาบางชนิดก่อนผ่าตัด  อาจจะให้ยาหยอดก่อนผ่าตัดตามแต่เห็นสมควร

    ในวันสลายต้อกระจก

               โดยปกติทำแบบผู้ป่วยนอก  (out patient basic) คือทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย  ท่านอาจทานอาหาร  รับยาประจำได้ตามปกตินอกจากยาบางชนิดที่ให้งด  ก่อนสลายต้อจะหยอดยาขยายม่านตา 

                การผ่าตัดจะทำโดยการหยอดยาชาหรือบางรายอาจฉีดยาชา เพื่อไม่ให้เจ็บขณะทำการผ่าตัด  ท่านอาจมองเห็นแสงจ้าพยายามมองตามแพทย์บอกจะมีที่ถ่างตาไว้ขณะผ่าตัด ก่อนผ่าจะทำความสะอดาผิวหนังบริเวณหน้ารอบตาและในกระบอกตา  มีผ้าปราศจากเชื้อคลุมหน้าลำตัว  เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วโดยทั่วไปสามารถเปิดตาใช้ได้เลย  นอกจากในรายที่ต้องฉีดยาชาอาจปิดตาให้ 1 วัน นั่งคอยประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับบ้านได้  ควรมีคนมาขับรถให้หรือนั่งรถบริการกลับบ้าน พร้อมกับรับยาและข้อแนะนำหลังผ่าตัดก่อนกลับบ้าน

               การดูแลหลังสลายต้อกระจก ท่านควรจะ

    • ใช้ยาหยอดตาตามคำแนะนำของแพทย์
    • ไม่ขยี้ตา  ไม่ให้น้ำเข้าตา
    • รับประทานยาแก้ปวดเวลาปวด ถ้าไม่หายให้ติดต่อแพทย์
    • ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักจนกว่าแผลจะหาย
    • ปฏิบัติภาระกิจตามปกติ
    • ถามแพทย์ว่าเมื่อไหร่จะขับรถได้
    • ใช้สวมแว่นตาหรือที่ครอบตาตามคำแนะนำของแพทย์
    • ติดต่อหรือมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

    จะทำเลเซอร์เมื่อใด ?

                เยื่อบุแก้วตาหลังเลนส์เทียมบางครั้งอาจจะเป็นฝ้าขึ้นมา ทำให้ตามัวมองไม่ชัด สามารถใช้แสงเลเซอร์  (YAG) ฉายเปิดตรงกลางของเยื่อนี้ได้ ก็จะทำให้มองเห็นชัดเหมือนเดิม

    การผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้เห็นดีขึ้นหรือไม่ ?

                มากกว่า 99 % ขึ้นไปหลังผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้สายตามองเห็นชัดขึ้น  แต่ส่วนน้อยบางรายอาจมีปัญหาได้  เช่น  มีอาการติดเชื้อ  เลือดออก  กระจกตาบวม  จอตาลอก  ซึ่งจะทำให้มองไม่เห็น  ท่านต้องติดต่อแพทย์ทันทีถ้ามีอาการเหล่านี้

    • ปวดตามากกินยาแก้ปวดแล้วไม่หาย
    • ตามองไม่เห็น
    • คลื่นไส้ อาเจียน หรือไอมาก ๆ
    • มีอุบัติเหตุที่ตาข้างผ่าตัด

    โรคอื่นที่มีอยู่ก่อนการผ่าอาจทำให้มองไม่ชัดได้  แม้การผ่าตัดออกมาปกติดี  แต่สายตาไม่ดีขึ้นอาจมีสาเหตุอื่นที่เป็นโรคตาอยู่แล้ว เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อมต้อหินเบาหวานขึ้นตา เป็นต้น
    อย่างไรก็ตามการผ่าตัดต้อกระจกก็น่าจะทำให้ท่านมองเห็นได้ดี  ถ้าตาท่านไม่มีโรคอย่างอื่นอยู่ก่อน

     

    เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อตุณภาพการมองเห็นที่ดีขึ้น
        ในปี 1949 จักษุแพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบวัสดุพลาสติกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMMA ซึ่งเมื่อใส่ในตาแล้วไม่พบว่ามีข้อไม่พึงประสงค์ จึงนำวัสดุชนิดนี้มาผลิตเป็นเลนส์แก้วตาเทียม และผลการใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแข็ง PMMA ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ชัดเจน และปลอดภัยมาหลายสิบปี
    >> ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดต้อกระจกได้รับการปรับปรุงให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น และประกอบกับการมีพัฒนาเลนส์แก้วตาเทียวชนิดนิ่มพับได้ จึงสามารถทำการผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็กมาก ทำให้ระยะการพักฟื้นและการสมานของแผลใช้เวลาน้อย ผู้ป่วยจึงสามารถใช้สายตาภายหลังการผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว
    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดนิ่มพับได้
        เลนส์สามารถพับครึ่งได้จึงสามารถใส่เลนส์ผ่านแผลขนาดเล็กเลนส์แก้วตาเทียมนี้สามารถผลิตได้ จากวัสดุชนิดนิ่มหลายชนิด เลนส์จึงมีคุณสมบัติที่ต่างกันตามวัสดุที่ผลิตสามารถแบ่งเลนส์วัสดุที่ผลิตคือ Silicone และ Acrylic เป็นเลนส์ที่สามารถเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าเลนส์อะคริกลิกมีโอกาสเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ส่วนหลังขุ่น ได้น้อยกว่าเลนส์ชนิดอื่น ๆ

    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดเพิ่มความคมชัดและกรองแสงสีฟ้า (Aspheric lens)

    ได้มีการนำเทคโนโลยี Wavefront ซึ่งใช้ในการทำ LASIK มาใช้ในการตรวจวิเคราะห์กระจกตาและออกแบบเลนส์แก้วตาเทียมที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพและคุณภาพการมองเห็น โดยเฉพาะในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือแสงสลัว ซึ่งมักพบในปัญหามองไม่ค่อยชัด โดยเลนส์จะช่วยโฟกัสแสงให้ตกบนจอประสาทตามากขึ้นทำให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น นอกจากนี้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดนี้ยังมีสีเหลืองใกล้เคียงกับสีเลนส์ธรรมชาติ สามารถกรองแสงสีฟ้า (Blue light) และลดผลกระทบจากการได้รับแสงสีฟ้าเข้าสู่จอประสาทตาในระยะยาว
     
    เปรียบเทียบการหักเหของแสงของเลนส์แก้วตาเทียม
    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐาน  

    แสงบางส่วนที่หักเหผ่านเลนส์ชนิดนี้จะไม่สามารถโฟกัสที่จอประสาทตา จึงมองเห็นภาพไม่ชัดเจน

    รูป: แสดงการโฟกัสของ เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐาน

    ภาพที่มองเห็นหลังจาก
    ใส่เลนส์แก้วตาเทียม ชนิดมาตรฐาน

    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดเพิ่มความคมชัดและกรองแสงสีฟ้า
    แสงส่วนใหญ่ที่หักเหผ่านเลนส์ชนิดนี้  สามารถโฟกัสที่จอประสาทตา จึงได้ภาพที่มีความคมชัด

    รูป: แสดงการโฟกัสของเลนส์แก้วตาเทียม
    ชนิดเพิ่มความคมชัดและกรองแสงสีฟ้า

    ภาพที่มองเห็นหลังจากใส่เลนส์แก้วตาเทียม
    ชนิดเพิ่มความคมชัดและกรองแสงสีฟ้า

    เลนส์แก้วตาเทียมอื่นๆ สามารถป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเล็ต (UV) ได้เกือบทุกชนิด แต่แสงที่อยู่ใกล้กับ
    ช่วงแสง UV คือช่วงแสงสีฟ้า (Blue light) ที่มีความยาวคลื่น 400-500 นาโนเมตร ก็พบมีอันตรายต่อ
    จอประสาทตา ซึ่งเลนส์แก้วตาเทียมปกติไม่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ ฉะนั้นคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมแล้ว จะมีโอกาสเสี่ยงจากแสงสีฟ้าเข้าสู่จอประสาทตาได้ โดยผู้ป่วยจะมองเห็นภาพเป็นสีฟ้าหรือสีครามหลังจากผ่าตัดช่วงแรก

    แสงสีฟ้าคือแสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาวที่มนุษย์มองเห็น โดยแสงสีขาวที่มนุษย์มองเห็นสามารถแบ่งสีได้
    7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง ฉะนั้นช่วงแสงสีฟ้ามีพลังงานมากพอที่จะมีอันตราย
    ต่อจอประสาทตา ซึ่งแสงสีฟ้ามีอยู่ในแสงแดด แสงไฟนีออน ที่สัมผัสและอยู่รอบมนุษย์ตลอดเวลา

    เลนส์ธรรมชาติของคนเราก็มีการป้องกันแสงสีฟ้าได้อยู่แล้ว โดยเลนส์จะมีสีเหลืองเข้มมากขึ้นเมื่อมีอายุ
    มากขึ้น ซึ่งสีเหลืองนี้ก็จะเป็นตัวกรองแสงสีฟ้าได้


    Blue light มีอันตรายอย่างไร
    มีการศึกษาถึงอันตรายของแสงสีฟ้า (Blue light) พบมีอันตรายต่อจอประสาทตา พบว่าเซลของชั้นจอประสาทตาชั้นนอกสุด (RPE: Retinal Pigment Epithelium) เมื่อสัมผัสกับแสงสีฟ้าทำให้เซลตายได้ 1 เนื่องจากแสงสีฟ้ามีพลังงานมากพอที่จะไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระภายในลูกตา แล้วสารอนุมูลอิสระจะทำให้เซล จอประสาทตาตายได้ พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมไปแล้ว มีโอกาส
    เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ในอัตราที่สูงกว่าผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก
    เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับผู้มีภาวะสายตายาวสูงอายุ

    มีการพัฒนาเลนส์แก้วตาเทียมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสายตาของผู้มีภาวะสายตายาวสูงอายุ เป็นเลนส์แก้วตาเทียมที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกว่า Apodized diffractive ทำให้มีความสมดุลย์ของการโฟกัสภาพใกล้และภาพไกลตามกิจกรรมที่ทำและสภาวะของแสง ท่านจึงสามารถมองเห็นได้ทุกระยะตั้งแต่ระยะใกล้ไปจนถึงไกล หลังจากใส่เลนส์แก้วตาเทียมชนิดนี้ท่านสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นตา มีการศึกษาทางคลีนิคพบว่า 80% ของผู้ป่วยที่ใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่ใช้เทคโนโลยี Apodized diffractive สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นอีก3 นอกจากนี้ยังดัดแปลงผิวเลนส์ทางด้านหน้าให้เป็น Aspheric จึงช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพ


    ทำความเข้าใจภาวะสายตายาวสูงอายุ

    เมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพของการมองก็ลดลง ความสามารถในการอ่านหนังสือและมองภาพระยะใกล้ก็ค่อยๆลดลง เรียกว่าสายตายาวสูงอายุหรือสายตายืด ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากการแข็งตัวของเลนส์แก้วตา ขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้หนาขึ้นหรือบางลงได้ หรืออาจเกิดจากกล้ามเนื้อตา ซึ่งมีหน้าที่ปรับความโค้งของเลนส์แก้วตาเริ่มเสื่อมสภาพลง จึงทำให้ไม่สามารถโฟกัสภาพในระยะใกล้ได้ (จุดโฟกัสอยู่หลังจอประสาทตา) มีอาการตาพร่ามัวเวลาอ่านหนังสือ ต้องถือหนังสือไกลกว่าเดิม ทำงานระยะใกล้ๆไม่ค่อยได้ เช่น เย็บผ้า สนเข็ม  ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

     

    เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับผู้มีภาวะสายตาเอียง

    เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ออกแบบให้มีความโค้งทางด้านหลังเลนส์ไม่เท่ากันในแนวตั้งและแนวนอน เพื่อชดเชยความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากัน ทำให้มองเห็นระยะไกลได้ชัดเจนขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาในการมองระยะไกล

    สายตาเอียงคืออะไร
    ปกติกระจกตาของเราจะมีรัศมีความโค้งเท่ากันเปรียบเหมือน ลูกฟุตบอล แสงจากวัตถุที่ผ่านเข้าตาจะเกิดหักเห และโฟกัสเป็นจุดเดียวกัน  แต่ผู้มีสายตาเอียง กระจกตาจะมีรัศมีความโค้งไม่เท่ากันในแนวตั้งและแนวนอน เปรียบเหมือนลูกรักบี้ ทำให้แสงจากแนวตั้งและแนวนอนไม่สามารถหักเหและโฟกัสเป็นจุดเดียวกัน จึงมองเห็นภาพไม่คมชัด

    ภาพการโฟกัสภาพของคนสายตาปกต ภาพการโฟกัสภาพของผู้มีสายตา

    ผู้มีสายตาเอียงเมื่อใส่แว่นแก้ไขสายตาเอียง ผู้ใส่อาจเห็นภาพผิดสัดส่วนไป เช่น  เห็นวงกลมเป็นวงรี ทำให้เกิดอาการมึนงงได้ ถ้าสายตาเอียงในแนวเฉียง จะมึนงงมากกว่าแนวอื่น สำหรับคนที่ไม่ชอบใส่แว่นตาสามารถเลือกใส่คอนแท็คเลนส์ Toric ซึ่งบางคนอาจรู้สึกไม่สบายตาและยุ่งยาก หรืออาจเลือกการผ่าตัดแก้สายตาเอียง เช่น LASIK หรือ เลือกใช้เลนส์แก้วตาทียมชนิดแก้ไขสายตาเอียง Toric สำหรับผู้เป็นต้อกระจก

    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดทั้งสามชนิดนี้ผลิตจากวัสดุ Acrylic  ซึ่งเป็นวัสดุที่เข้ากันกับร่างกายได้ดี โดยเฉพาะกับตา มีผู้ป่วยที่ใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่ทำจากวัสดุชนิดนี้มากกว่า 25 ล้าน ราย ทั่วโลก ให้ผลการมองเห็นที่ดี และผู้ป่วยพึงพอใจเป็นอย่างมาก


    ภาวะการเกิดต้อกระจกช้ำ
        ภายหลังการผ่าตัดต้อกระจกแล้ว เยื้อหุ้มเลนส์อาจขุ่นได้อีกครั้ง และผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับเป็นต้อกระจกอีกครั้ง เราเรียกอาการนี้ว่า Posterior Capsule Opacification(PCO) หรือการเกิด ต้อกระจกครั้งที่ 2 การเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ขุ่นนี้สามารถรักษาได้โดยใช้เลเซอร์ชนิดพิเศษ คือ แย็กเลเซอร์ YAG LASER เพื่อไปเปิดช่องของเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหลังออก ทำให้สามารถมองเห็นได้ดีขึ้น

        จากการศึกษาทางคลีนิกของ Dr. David Apple และคณะพบว่า วัสดุที่มช้ทำเลนส์แก้วตาเทียมสามารถทำให้เกิดเยื้อหุ้มเลนส์ส่วนหลังขุ่น (PCO) ได้แตกต่างกันและพบว่าวัสดุที่ใช้ทำเลนส์แก้วตาเทียมชนิด อะครีลิก จะทำให้เกิดเยื้อหุ้มเลนส์ส่วนหลังขุ่นน้อยมากเพียง 0.9 %เมื่อเปรียบกับ เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแข็ง PMMA มีอัตราการเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ขุ่น ประมาณ 27.1 % และ เลนส์แก้วตาเทียมชนิดนิ่มพับได้ซิลิโคนมีอัตราการเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ขุ่น ประมาณ 20.9%

       หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการผ่าตัดต้อกระจกและเลนส์แก้วตาเทียม โปรดปรึกษาจักษุแพทย์

     

    ThaiEye Clinic Center
    168 Charoenraj Rd., Bangkok
    Tel: 02-689-8888 Fax: 02-689-9909 E-mail : info@thaieyeclinic.com

    Copyright by ThaiEye 2009 Thailand